2006/Sep/09

ความเป็นมาของแต่ละเผ่า

กาลครั้งหนึ่ง เนิ่นนานก่อนสมัยบรรพบุรุษของพวกเราทั้งหลาย ดินแดนยังคงเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกันดินแดนที่ชุ่มชื่นไปด้วยความอุดมสมบูรณ์แดนแห่ง
เนินเขาและแมกไม้เก่าแก่ มากมายไปด้วยผู้คนที่สวยงามแปลกตา บางคนเดินทางมาโดยเรือจากดินแดนไกลโพ้นและตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ บางคนสืบเชื้อสาย
มาจากชนชาวเขาที่สืบสายจากบรรพบุรุษอันมีประวัติที่ยาวนาน สงครามยังไม่เป็นที่รู้จัก มีแต่ความสงบปกแผ่ไปทั่ว ความสงบแห่งพลังและความอุดมสมบูรณ์ครั้งนั้น
ไม่มีที่ใดที่จะรุ่งโรจน์ได้เทียบเท่ากับ ดรากอนโฮล์ม (Dragonholm) ดินแดนที่เชื้อสายมังกร (Dragon Clan) อยู่กัน เหล่าปฏิมากรที่ถูกลืมเลือนได้เคยสลักเสลาบันดาล
ให้กำแพงดู มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเฉลียวฉลาด และสวยงามถึงขนาดชาวบ้านเชื่อกันว่ามันมีชีวิตจริงโชกุนที่ถูกลืมเลือนได้ตรา กฎหมายที่ทั้งเข้มงวดและยุติธรรม
เหล่าปรมาจารย์ที่ถูกลืมเลือนได้ฝึกฝนนักรบให้ชำนาญกลยุทธ์การต่อสู้ที่ลึกซึ้งและดุเดือด แม้แต่ปราชญ์ที่ฉลาดที่สุดยังเขียนเรื่องราวเอาไว้บนแผ่นหนังบุทองเล่า
ขานถึงตำนานความเข้มแข็งและเกียรติศักดิ์ของพวกมังกรว่าจะอยู่ตราบชั่วกาลนาน...........และแล้ว เพียงชั่วข้ามปี เพียงผ่านฤดูหว่านหนึ่งครั้ง ฤดูเก็บเกี่ยวหนึ่ง
ครั้งฤดูหนาวหนึ่งครั้ง - ทุกอย่างก็มลายสูญสิ้น บัดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันเป็นใคร เป็นปิศาจ หรือวิญญาณหรือสัตว์ประหลาดแม้ในตอนนั้นก็ไม่มีใครรู้ มันเป็นพวก
อนารยชนหรือพวกฮอร์ด (The Horde)ดำทะมึน ป่าเถื่อน พวกมันมากันเป็นพันเป็นหมื่นจากดินแดนไกลโพ้น เลยออกไปจากเขตแดนทางเหนือ ดินแดน
ลี้ลับบนขุนเขา ไม่ว่าพวกมันผ่านไปที่ใด ที่นั่นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรอดไปได้แม้กระทั้งต้นไม้ยังเหี่ยวแห้งและตาย ไม่เหลือแม้กระทั่งซากศพให้ได้ฝัง ทาร์แรนท์ผู้
บิดา( Tarrant the Elder) เป็นผู้ปกครอง ดรากอนโฮล์มในสมัยนั้น และถือได้ว่าเป็นผู้กล้าคนหนึ่ง ทันทีที่ทราบเรื่องการคุกคามของพวกฮอร์ด ซามูไรที่หาญกล้าที่สุด
ของเขาก็รีบรุดออกไปโดยทันทีตั้งแต่ฟ้าสางเพื่อต่อสู้กับพวกมัน วีระบุรุษผู้กล้านับร้อยภายใต้ธงมังกรนับร้อยที่โบกสะบัดเป็นเวลาถึงสองอาทิตย์ นักรบคนแรกและ
เพียงคนเดียวได้กลับมาในสภาพสะบักสะบอบ บนอานม้าของเขา คราบเลือดสีดำเกรอะกรังแข็งติดอยู่บนแผลฉกรรจ์เนื้อขาดวิ่นไม่รู้กี่สิบแห่งเขาตายซะแล้วอย่างไร
ก็ตาม ม้าของเขาตะบึงห้อได้รวดเร็วพอที่จะหลบหลีกชะตากรรมของเจ้านายมันมาได้ทาร์แรนท์ทราบในบัดดลว่าชาวมังกรทั้งหลายมีความหวังในการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
ไปได้ด้วยวิธีเดียวกันเช่นนี้เองอาทิตย์ต่อมา กำแพงแห่งดรากอนโฮล์มกำแพงที่ไม่เคยทลายจากการรุกแม้แต่ครั้งเดียวได้ถูกละทิ้งไป และชนชาวมังกรก็เริ่มออก
เดินทางอันยาวไกลไปทางทิศใต้ หลายเดือนแห่งการเดินทางอันไม่หยุดหย่อนผ่านไป ขบวนม้าอันยิ่งใหญ่ เกวียนและผู้คนกลายเป็นผู้ลี้ภัยไปโดยปริยายผู้คนที่
ตระหนักดีว่าชาวมังกรนั้นจะไม่หนีฝ่ายตรงข้ามแน่หากพวกเขาสามารถปราบฝ่ายปรปักษ์ได้หลายคนที่ตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อปกป้องดินแดน พวกเขาจะได้รับเกียรติยศถึงแม้จะไม่มีใครได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย หน่วยสอดแนมที่ถูกส่งไปทางเหนือ ไม่เคยมีใครหวนกลับมาอีกเลย และชาวมังกรก็ยังคงเดินทางมุ่งใต้ต่อไป
เรื่อย ๆ เมื่อสิ้นสุดเดือนที่หก ข้ามสันเขาลูกสุดท้าย พวกเขาก็พบกับมหาสมุทร สิ้นสุดแผ่นดินที่พวกเขาจะหนีต่อไปได้แน่นอน ทาร์แรนท์ผู้บิดาย่อมคาดการณ์นี้ไว้
แล้วเขาได้ให้ปราชญ์ของเขาเตรียมอุบายสำหรับการหนีครั้งนี้เอาไว้ และระหว่างการเดินทางอันยาวไกลนั้นพวกเขาได้มีเวลามากมายในการถกเถียงและปรึกษา
หารือกัน ขาดเสียแต่เวลาที่จะสร้างเรือและที่หลบซ่อน กองทัพส่วนสำคัญแห่งมังกรก็ได้ถูกทำลายย่อยยับไปในครั้งแรกที่ต่อสู้กับพวก อนารยชนซะแล้ว ความหวัง
สุดท้ายของทาร์แรนท์จึงอยู่ที่หีบขลิบเงินซึ่งวางล็อคอยู่ภายในเกวียนของเขาใบนี้เท่านั้น
วงล้อมอสรพิษ (The Serpent Orb)สมบัติเก่าแก่ล้ำค่าที่สุดของ
ชาวมังกรรวมทั้งเป็นสัญลักษณ์การเป็นผู้นำของเขาด้วย เล่าขานกันว่าวงล้อมนี้สามารถเรียกวิญญาณแห่งมังกรได้จากความต้องการนั้นยิ่งใหญ่และมีความมุ่งมั่น
มากพอบางคนก็เชื่อเรื่องนี้แต่ความต้องการนั้นใหญ่หลวงจริง ในขณะที่ผู้คนที่อิดโรยของเขากำลังตั้งรับมือกับพวก อนารยชนอยู่นั้นทาร์แรนท์ได้ยกความเป็นผู้นำ
ให้แก่ลูกชายของเขา คือทาร์แรนท์ผู้เป็นบุตร (Tarant the Younger) หลังจากนั้นเขาก็อยู่ตามลำพังเพียงผู้เดียวเพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และพร้อมที่จะสละชีวิต
ตราบจนวาระสุดท้ายของเขา ไม่มีผู้ใดได้เป็นประจักษ์พยาน เรารู้แต่เพียงว่าเขาประสบความสำเร็จ ผู้ลี้ภัยทั้งหลายที่รวมตัวกันได้ยินเสียงลั่นเปรี้ยงของความโกรธา
แห่งมังกรดุจดั่งกำแพงอากาศที่บดขยี้ผู้คน ม้าและเกวียนให้แหลกไปกับพื้น ทั่วทุกหัวระแหง ดินแดนเหมือนกับบิดเบี้ยวไปด้วยความปวดร้าวทรมาน หลาย ๆ คน
ที่รอดพ้นมาจากการเดินทางอันแสนทรหดและยาวไกลถูกบดขยี้อยู่ภายใต้หินที่เป็นชั้นลดหลั่นกันลงมา หรือไม่ก็โดนธรณีสูบหายไป ที่เหลือรีบลุกลนเข้ากอดกันและ
สวดมนต์เพื่อขอให้รอดพ้นเมื่อแผ่นดินไหวทุเลาลงผู้รอดชีวิตจากความกริ้วโกรธาของมังกรต่างตัวสั่นงันงกไปด้วยความกลัว ทาร์แรนท์หนุ่มรวบรวมความกล้าของ
เขาทั้งหมด เริ่มจัดการก่อสร้างที่กำบังพักพิงจากเศษวัสดุที่ยังคงเหลืออยู่น้อยนิดขึ้นมา หากพวก อนารยชนหรือฮอร์ดเดินทางมาพบเข้าตอนนี้ล่ะก็ พวกเขาคงจะหมด
หนทางต่อสู้เป็นแน่ แต่พวกมันก็ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลยตอนนั้นเองทาร์แรนท์ได้สำรวจผู้คนที่ยังเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจายและพบว่าพวกเขาหาใช่ชาว มังกรอีกต่อไปไม่ หากแต่เป็นอะไรบางอย่างในสายตาของเด็กไร้เดียงสาที่สูญเสียบ้านของตนให้กับปิศาจ เป็นอะไรบางอย่างในความคิดของนักรบที่ทราบว่าเพื่อนร่วม
ชาติที่กล้าหาญที่สุดของตนนั้นหาได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หากได้ต่อสู้และสละชีพในสนามรบ พวกเขากลายเป็นทรัพย์ของดินมิใช่สรวงสวรรค์ กระนั้นพวกเขายังคงเข้ม
แข็งดุดันและมุ่งหน้าทำงานอย่างหนักด้วยความภาคภูมิใจเพื่อดินแดนแห่งใหม่ของเขา และจากความต่ำต้อยในครั้งนี้ผนวกกับความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ จึง
กำเนิดสายเลือดอสรพิษ (Serpent Clan) ขึ้น สายเลือดของเรา ณ วันนี้ หากท่านเดินทางเลยขุนเขาต่าง ๆ ไกลขึ้นไปทางเหนือ ท่านจะไปถึงหน้าผาอันขรุขระมองลง
ไปเห็นช่องแคบอุบาทว์อันเต็มไปด้วยหินและซากปรักหักพังทับถมกันอยู่ ในวันที่อากาศแจ่มใส ท่านก็อาจเห็นรอบนอกของฝั่งตรงข้ามอย่างเลือนลางดั่งมีม่านหมอก
ปกคลุม ความโกรธาของมังกรได้พังทลายดินแดนนั้นรวมทั้งคนของเราด้วย และบ้านของบรรพบุรุษของเราก็ถูกทิ้งให้อยู่ฟากข้างโน้นของน้ำที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้ ไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าพวกอนารยชน หรือพวกฮอร์ดยังคงรออยู่บนฝั่งด้านนั้นหรือไม่เราคิดถึงเรื่องนี้น้อยลง ๆ ทุกที เพราะตอนนี้ที่นี่คือบ้านของเรา ...serpent...

เผ่าพันธุ์

เผ่าพันธุ์มังกร (DRAGON CLAN)
ทุกวันนี้พวก Dragon Clan ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเรื่องพื้นบ้านปรัมปราที่เล่าขานกันในจัตุรัสของหมู่บ้าน เป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์และมรดกของ
อุดมการณ์ที่สาบสูญแต่ในช่วงเวลาของทาร์แรนท์ผู้บิดา (Tarrant the Eleder) และบรรพบุรุษของเขา พวก Dragon Clan เป็นชนเผ่ายิ่งใหญ่ในที่ที่มีเกียรติศักดิ์ศรี
ระเบียบและความยุติธรรมเป็นเจ้า ในการนำมังกรมาเป็นสัญญลักษณ์ เผ่าพันธุ์นี้ได้ปวารณาตัวให้เข้าถึงอุดมการณ์สูงสุดของปัญญาเกียรติยศ และความเหี้ยมหาญ
ในสมรภูมิสมาชิกทุกคนของ Dragon Clan ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงซามูไร รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนดีและกระทำมันอย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักใน
ไร่เมื่อฤดูกาลผันเปลี่ยน หรือการซ้อมรบตลอดปี และการตายอย่างมีเกียรติในสมรภูมิ แล้วเผ่าพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะขาดซึ่งวัฒนธรรม ดูอย่างเกอิชาผู้ซึ่งมีความงามล้ำ
เลิศและรู้ศิลปะชั้นสูงดุจเดียวกับซามูไรในสนามรบเมื่อพวกอนารยชนหรือ Horde บุกเข้ามาและดินแดนถูกแบ่งแยกพวก Dragon Clanโบราณนี้ได้ตายไปแต่
ผู้ที่เหลือรอดอยู่ได้กลายเป็นพวกเผ่าพันธุ์อสรพิษหรือSerpent กระนั้นสักวันพวก Dragon Clan อาจจะหวนคืนมาถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราหวาดกลัวเกินกว่าจะหวังถึงสิ่ง
นั้นจนกว่าจะถึงวันนั้น เรายังคงจะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เรายังคงพูดถ้อยคำเหล่านี้ และเรายังคงรำลึกถึง..สายเลือดมังกร

เผ่าพันธุ์อสรพิษ (Serpent Clan)
ทุกคนคาดไว้ว่าเชื้อสายมังกรหรือ Dragon Clan จะคงอยู่ตลอดไป แต่ ณ วันที่โลกแตกออกเป็นเสี่ยง ทาร์แรนท์ผู้เป็นบุตร (Tarrant the Younger) พบว่าบิดา
ของเขานั้นสิ้นชีวิตลงเสียแล้ว คงเหลืออยู่แต่เพียงอาณาจักรที่แตกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับศัตรูผู้ซึ่งหลักเกณท์และอุดมคติต่าง ๆไม่มีความ
หมายอะไรสำหรับนักรบของพวกมันเลย นักสู้ของพวกเขาโดนตัดกำลัง จะมีก็แต่การหนีหัวซุกหัวซุนและการพลีชีพอย่างสิ้นหวังเท่านั้นที่จะช่วยให้พวกพ้องของเขา
มีชีวิตรอดต่อไปได้ พวกที่รอดชีวิตกลับมาได้ก็ไม่สามารถที่จะคิดถึงตัวเองในลักษณะอย่างที่เคยเป็นอีก พวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เผ่าพันธุ์มักรได้ตายลงแล้ว
ทาร์แรนท์ผู้เป็นบุตร ได้กระทำสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา เขารวบรวมชาวมังกรที่เหลืออยู่ทั้งหมดและชนอีกเผ่าหนึ่งอีกครึ่งโหลที่ได้หนีพวกอนารยชนหรือฮอร์ด
จนเหลือกันอยู่เพียงน้อยนิด และให้ชนเหล่านี้อยู่ภายใต้ชื่อและธงเดียวกัน พวกเขาไม่สามารถที่จะภาคภูมิใจในตนเองได้เท่ากับตอนที่เป็นชาวมังกร แต่พวกเขา
ก็ได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ โดยการใช้ไหวพริบในระหว่างที่พละกำลังของเขาทำให้เขาพ่ายแพ้ ด้วยประการเช่นนี้เองที่พวกเขาได้กลายเป็น
ชาวอสรพิษ หรือ The Serpent ประเพณีเก่าแก่ยังคงอยู่ แต่ถือปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณใหม่ ในอดีต นักรบยอมพลีชีพในสมรภูมิเพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรี แต่บัดนี้หา
ใช่เช่นนั้นอีกต่อไป นักรบต่อสู้เพียงเพื่อหลีกหนีความตายเท่านั้น ชาวบ้านไม่เพาะปลูกเพื่อความสามัคคีปรองดองกันในสังคมอีกต่อไป หากแต่ทำงานอาบเหงื่อต่าง
น้ำก็เพื่อความก้าวหน้าของตนเองและเพื่อเอาเงินไปซื้อเหล้าเอล ในวันเลี้ยงฉลอง ก็เป็นเฉกเช่นมังกรกลับกลายเป็นอสรพิษ ซามูไรกลับกลายเป็นโรนิน แต่อย่าง
น้อยเราก็มีชีวิตรอด

เผ่าพันธุ์บัวหลวง (Lotus Clan)
เช่นเดียวกับพวกอสรพิษ เผ่าพันธุ์บัวหลวงเกิดจากการรวมตัวของผู้ที่เหลือรอดของเผ่าพันธุ์โบราณที่ถูกทำลายล้างโดยพวกอนารยะ (Horde) เนิ่นนานมาแล้ว มีชนเผ่าพ่อมดและชาวป่าที่สงบสุข พวกเขาบูชาพระเจ้าแห่งความสมดุลและธรรมชาติที่มีสัญญลักษณ์เป็นต้นไม้สูงใหญ่พวกเขาแทบจะไม่เคยรู้จักความวุ่นวายแตก
แยก ยกเว้นเมื่อตอนที่กลุ่มของปราชญ์บ้าวิชาถลำลึกเข้าไปในมนต์ดำของความเน่าเปื่อยฟอนเฟะ ที่เรียกกันว่ามรรคาต้องห้าม (Forbidden Path)เมื่อพวกอนารยะ
ชนบุกเข้ามา คนในเผ่าถูกฆ่าตายหมดยกเว้นพวกพ่อมดนอกรีตไม่กี่คนผู้ซึ่งความรู้ทางหยินทำให้เขามีโอกาสหลบนี้ได้ในขณะที่พวกพ้องต้องดับดิ้น พ่อมดกลุ่มนี้
รอนแรมมาถึงดินแดนแห่งนี้และตั้งหลักปักฐานบนที่ราบสูง (High Plateau) ที่ซึ่งรู้กันว่าเป็นที่อยู่ของพลังอำนาจประหลาด ในเวลานั้นเอง พวกเขารวมตัวกันเข้า
เป็นเผ่าพันธ์ใหม่ภายใต้ชื่อของดอกไม้หอมอันมีพิษ - บัวหลวง(Lotus)เมื่อไม่มีข้อห้ามใดแล้วเผ่าบัวหลวงก็ดำเนินไปตามมรรคาต้องห้ามอย่างเต็มที่ค้นหาวิธีควบคุม
ความตายและความเน่าเปื่อยโดยการปล่อยตัวเข้าไปหาสิ่งนั้น ความเชื่อของพวกเขาล้อเข้ากับความเชื่อของบรรพบุรุษแต่เป็นในแบบเน่าเฟะ ต้นไม้ของพวกเขา
คือฝันร้ายแปลกปลอมที่ถูกรดน้ำพรวนดินด้วยผองพวกที่ไม่มีวันตายความเหยียดหยามจงเกลียดจงชังของพวกเขาที่มีต่อเผ่าหมาป่าที่บูชาธรรมชาติอาจจะเกิดมาจาก รากลึกทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาเองกลุ่มผู้นำของเผ่าพันธุ์เป็นพวกพ่อมดผู้อยู่ยั้งยืนยงและมัวเมาอยู่กับการวิจัยของตน ค้นหาเพทุบายกระหายเลือดในสภาและ
หมู่พันธมิตรในโลกมืดศีลธรรมจรรยาเป็นเพียงเรื่องตลกขำขัน - อำนาจและความรู้คืออุดมการณ์ และการรุกรานกดขี่เผ่าพันธุ์อื่นเป็นทาส ก็เป็นเพียงหน ทางไปสู่
เป้าหมายนี้ เวลาหลายทศวรรษที่ใช้ในการหลอกใช้และจับพวกหมาป่ามาเป็นทาสได้ทำให้เกิดการนองเลือดและความตึงเครียดขึ้นในแผ่นดิน

เผ่าพันธุ์หมาป่า (Woft Clan)
ผลกระทบของการปะทะกันระหว่างวิญญาณแห่งมังกรกับพวกอนารยะ (Horde) นั้นได้ส่งคลื่นสั่นสะเทือนออกไปไกลหลายร้อยไมล์และได้ทำให้สภาวะดินฟ้า
อากาศแปรปรวนไปทั่วโลก นี่เป็นสิ่งที่รู้กันอย่างชัดเจน ในอีกหกเดือนต่อมาเมื่อมีกองเรือไม้มาล่มที่ชายฝั่งด้านเหนือและมีชาวเผ่าแปลกหน้าตะเกียกตะกายมาขึ้น
ฝั่งเมื่อความตั้งใจในการอยู่อย่างสันติของทั้งสองฝ่ายเป็นที่ทราบแน่แก่กันแล้ว พวกเผ่าหมาป่าก็ไปลงหลักปักฐานบนเนินเขาหินและลำธารภูเขาอันเย็นยะเยือกทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยวิถีชีวิตเถื่อน ๆและการบูชาลัทธิโบราณชาวเผ่าหมาป่านั้นเป็นเพื่อนบ้านที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับชาวอสรพิษ(Serpent) ที่เป็นนักปฏิบัติ
และศิวิไลซ์กว่าชาวบ้านอสรพิษนั้นถึงกับหนาวเหน็บเมื่อได้ยินเสียงเห่าหอนประดุจสุนัขป่าและเสียงกลองอึกทึกครึกโครม ผู้เยี่ยมเยียนมักจะชอบพูดถึงสถาปัตย
กรรมที่ดูต๊อกต๋อยบุโรทั่งของพวกเขา รวมทั้งกีฬาฟุตบอลหมาป่า (Wolfball) ที่ดูรุนแรงราวกับเป็นสงครามกลางเมืองทีเดียว และคนนอกเผ่าหมาป่าที่ไม่มีความ
สามารถในการฟื้นพลัง (regeneration) อย่างรวดเร็วก็ไม่ควรริไปเล่นเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วก็ยังมีคนเห็นสิ่งแปลกประหลาดต่าง ๆ ในป่าทึบ พวกครึ่งคนครึ่ง
สัตว์
เมื่อเผ่าหมาป่าต้องพ่ายสงครามแก่เผ่าบัวหลวง หลายคนนึกว่านั่นเป็นอวสานแห่งเผ่าพันธ์เป็นแน่แท้ แต่แม้จะต้องตกเป็นทาสในเหมืองหินน้ำมัน พวกเขา
ก็ยังคงความอหังการ์แห่งเผ่าพันธ์ไ